วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วิกฤต กับ ชีวิต และ ตลาดหุ้น


ในชีวิตคนเราแต่ละคนมักเกิดวิกฤต อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะสอบตก ตกงาน อกหัก รักคุด ล้มเหลว หนักบ้าง เบาบ้างเป็นเรื่องธรรมดาเมื่อวิกฤตผ่านไปย่อมมีสิ่งดีๆ ตามมาเสมอ ทั้งได้งานใหม่ ถูกหวย ร่ำรวย พบรัก แต่คนมักไม่ค่อยใส่ใจนัก เนื่องจากความต้องการของมนุษย์ไม่มีคำว่าสิ้นสุด

เช่นเดียวกับตลาดหุ้น ย่อมมีวันที่เกิดวิกฤตทั้ง ต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ ต่างๆ นาๆ แต่หลังจากนั้นมักพบว่าหุ้นจะวิ่งกลับมาจุดเดิมที่มันเคยเป็นหรือมากกว่า ไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่ง

เมื่อพบวิกฤตในตลาดหุ้น สิ่งที่ควรทำคือรักษาต้นทุนให้ได้มากที่สุด เรียนรู้และจดจำสิ่งที่เกิดในตลาด รอจังหวะที่วิกฤตเริ่มคลี่คลายแล้วกลับมาเริ่มลงทุน เพื่อสร้างความมั่งคั่งต่อไป

เช่นเดียวกับในชีวิตคนเรา เมื่อเกิดวิกฤต ผิดหวัง ล้มเหลว อย่าเพิ่งใจร้อนรีบหุนหัน เอาคืน โดยใช้แต่อารมณ์ แต่กลับต้องเรียนรู้สิ่งที่เราทำผิดพลาดให้มากที่สุด เพื่อที่จะไม่พลาดซ้ำสอง และก้าวเดินต่อไป เพื่อจุดหมายในชีวิตที่กำลังมาถึง  ...


วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

คนข้างหลัง


วันนี้ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังตั้งแต่เช้าเป็นโทรศัพท์จากแม่โทรมา "กิต กิตกลับบ้านวันไหน ตาอาการแย่มากๆ อยากให้กลับมาดูใจหน่อย" (ก่อนหน้า แม่พาตาไปหาหมอ หมอบอกตาเป็นโรคหัวใจ น้ำท่วมปอด ไตมีปัญหา) ผมกับพี่ชายเลย ซิ่งขับรถกลับจาก กทม. มาอุตรดิตถ์ ระหว่างทางต้องใช้ทางเลี่ยงเมืองมาตลอดสายเพราะน้ำท่วมทางสายหลักทำให้รถขับผ่านไม่ได้ สงสารรถมาก... เจอหลุมเจอบ่อตลอดทาง ... แต่ยังดีถึงจะใช้เวลานานกว่าปกติแต่ก็ยังมาถึงบ้านจนได้

เวลาประมาณ 20.00 น. ได้มาถึงบ้านตา เข้าไปหาตา พบว่าตาผอมมาก(จากเดิมจะมีพุงนิดๆ)  คุยเล่นหยอกล้อกับตา ตาก็หัวเราะทั้งๆ ที่ตาพูดแทบไม่เป็นคำเพราะลิ้นแข็งแต่ก็แปลกันพอเข้าใจ ได้ยินคำถามหนึ่ง ตาถามว่า

ตา: เมื่อไหร่จะมีหลาน
หลาน: จะมีได้ไงตา ตอนนี้แฟนยังไม่มีเลย
ตา: เหอะๆๆ ตาก็คิดว่าจะได้อุ้มเหลน
หลาน: เอาไว้หาแฟนให้ได้ก่อนนะตา
ตา: แล้วจะบวชกันเมื่อไหร่ล่ะ
หลาน: เรียนจบก่อนตา ต้นปีหน้า ตาไปรับปริญญากันก่อนนะ
ตา: เอาไปทำไม เหอะๆๆ เอาล่ะๆ ตาง่วงนอนละ

ผมกับพี่ก็ช่วยกันยกร่างตาที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แล้วให้นอนบนเตียง จากนั้นก็เดินออกมาคุยกับแม่แม่บอกว่า
"พึ่งเห็นตาหัวเราะตอนหลานๆ มาเยี่ยมเนี่ย ...เมื่อเช้าที่แม่โทรไปตาม ตาหยุดหายใจไปพักหนึ่งแล้ว"


" เด็กคนหนึ่ง กำลังวิ่งตามความฝันของตนอยู่ในโลกกว้าง แต่บางครั้งกลับลืมมองมาข้างหลัง ว่ามีคนที่เราจะต้องดูแล ท่านไม่ได้ต้องการเงินทองจากเรา ขอแต่เพียงความห่วงใย แวะไปทักทายให้หายเหงา ... เท่านั้น ก็พอ" 


(เขียนเมือ 01/10/2011)

วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ปริญญา ?


สำหรับน้องๆ ที่อยากต่อ โท (ขำๆ นะ)

((เวลายังไม่ได้ อ.ที่ปรึกษา))
S: อ. ผมอยากต่อโท อ.รับเป็นที่ปรึกษาให้ผมนะครับ "ผมไม่รับทุนก็ได้" ขอให้ผมได้เรียน แสดงความขยัน นั่งเฝ้า อ. เช้า-เย็น

((เวลาเพื่อนคนอื่นได้หัวข้อ))
S: อ. มีหัวข้ออะไรให้ผมทำมั่ง ผมทำได้หมด ขอแค่ได้หัวข้อทำ (แทนที่จะคิดเองว่าตนอยากทำอะไร)

((เวลาเพื่อนคนอื่นได้ทุน))
S: ทำไมผมไม่ได้ทุน ทีคนนู้น คนนี้ยังได้ อ.ลำเอียง (ลืมคำพูดวันแรกไปซะละ)

((หลังจากได้รับทุน))
S: ทำไมผมได้น้อยกว่าไอ้นั่นอ่ะ แป้ปเดียวทุนก็หมดละ อ.อย่าหวังให้ผมช่วยงานนอกเลยงั้น ต่อไปให้ทำอะไร ผมขอค่าจ้างด้วยละกัน (เริ่มเอารายได้ตนไปเทียบกับเพื่อนที่ทำงานแล้ว)

((เวลาใกล้จบต้องส่งผลงานตีพิมพ์ เพื่อนๆ คนอื่นจะจบหมดละ))
S: อ. ตรวจให้ผมหน่อยดิ นี่ใกล้หมดกำหนดส่งแล้วครับ จะเอาๆๆๆ (ผลงานที่ใช้เวลาวิจัยมาเป็นปี กลับเร่งให้ อ.ตรวจวันสองวันทั้งที่ผลงานยังไม่ได้)

((เวลาเรียนจบไป))
S: กรูจบโทนะเว่ย เงินเดือนต้องเท่านั้น ตำแหน่งต้องตรงนี้ (ทั้งๆ ที่ไม่มีประสบการณ์)

ประเทศไทยมีเด็กนับล้านคนที่อยากเรียนต่อแต่ไม่มีโอกาสได้เรียน การศึกษาทำให้คนเราดูน่าเชื่อถือและมีเปลือกที่แลดูเหนือกว่าคนอื่น แต่ถ้าการกระทำเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นจริง ถ้าเรายังไม่รู้จักคำว่าให้ ปริญญาที่ได้มาไม่ต่างอะไรกับเศษกระดาษแปะข้างฝาไว้เพื่อหลอกตน.